ชุมพร สาธารณสุข ประกาศศึกไข้มาลาเรียทะลัก สั่งระดมพล สกัดเชื้อร้ายลามข้ามแดน!

วันที่ 24 มิ.ย. 69 วิกฤตโรคระบาดกลับมาเขย่าขวัญคนไทยอีกครั้ง! เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้มาลาเรียในพื้นที่ภาคใต้ส่อแววรุนแรงเกินควบคุม ล่าสุดจังหวัดชุมพรเปิดตัวเลขผู้ป่วยสะสมพุ่งกระฉูดทะลุ 437 ราย โดยพบ “อำเภอท่าแซะ” กลายเป็นแชมป์พื้นที่สีแดงเดือดที่มีการระบาดรุนแรงที่สุด ลามหนักทั้งในกลุ่มคนไทยและแรงงานต่างด้าว หวั่นกระทบเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน สาธารณสุขจังหวัดต้องประกาศนโยบายเชิงรุก สั่งระดมพลจัดกิจกรรมเตือนภัยชุดใหญ่

โดยเมื่อเวลา 10.00 น. ณ ศาลากลุ่มบ้านน้ำใส หมู่ที่ 17 ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ได้มีการจัดงานใหญ่กิจกรรม Kick off “เครือข่ายสุขภาพ ผนึกกำลัง หยุดยั้งมาลาเรีย” ภายใต้โครงการป้องกัน ควบคุมโรคมาลาเรีย อำเภอท่าแซะ เพื่อรับมือกับมหันตภัยเงียบที่กำลังคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

แฉตัวเลขสุดช็อก! “รับร่อ” จุดศูนย์กลางการระบาด นายพิศิษฐ์ ฤทธิพิชัยสงคราม นายอำเภอท่าแซะ ได้เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ที่น่าตกใจว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 มิถุนายน 2569 จังหวัดชุมพรพบผู้ป่วยสะสมรวม 437 ราย แม้จะยังไม่มีผู้เสียชีวิต แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ อำเภอท่าแซะเป็นอำเภอที่มีผู้ป่วยสูงที่สุดในจังหวัด โดยพบถึง 316 ราย และเมื่อเจาะลึกรายพื้นที่พบว่า “ตำบลรับร่อ” คือจุดระบาดรุนแรงที่สุด มีผู้ป่วยสูงถึง 160 ราย รองลงมาคือ ตำบลสองพี่น้อง 68 ราย และตำบลหินแก้ว 54 ราย ซึ่งผู้ป่วยที่พบมีทั้งชาวไทยและกลุ่มแรงงานต่างด้าว ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่อำเภอท่าแซะยังมีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นป่าเขาและมีอาณาเขตกว้างขวางกว่า 1,511 ตารางกิโลเมตร ทำให้การควบคุมโรคเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

นายสิทธิชัย ชูจีน สาธารณสุขอำเภอท่าแซะ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการบูรณาการภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ขั้นสูงสุดให้ประชาชนป้องกันตนเอง และประสานความร่วมมือในการต่อสู้กับทั้ง “โรคไข้มาลาเรีย” และ “โรคไข้เลือดออก” ควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนสามารถนำแนวคิดและองค์ความรู้ไปดูแลตนเองที่บ้าน โรงเรียน และในชุมชนได้อย่างเด็ดขาด
สสจ.ชุมพร ประกาศลั่น “ปรับแผนรุกฆาต ยุติแผนตั้งรับ” หวั่นสูญเสียทางเศรษฐกิจชาติ แพทย์หญิงเหมือนแพร บุญล้อม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชุมพร ประธานในพิธีได้กล่าวเน้นย้ำถึงความรุนแรงของโรคนี้ว่า โรคไข้มาลาเรียไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล แต่ยังส่งผลกระทบและสร้างความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สธ.จังหวัดจึงได้สั่งปรับเปลี่ยนแนวคิดในการแก้ไขปัญหาอย่างสิ้นเชิง “จากการตั้งรับ ไปสู่นโยบายเชิงรุก” โดยใช้ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ให้ตระหนักว่าภัยนี้เป็นภารกิจของทุกคนที่ต้องช่วยกันเด็ดขาด
”การจัดกิจกรรมวันนี้ เป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ของ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอท่าแซะ, โรงพยาบาลท่าแซะ, รพ.สต.บ้านวังลุ่ม และศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 11.4 ชุมพร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ขั้นสูงสุด และยกระดับการคัดกรองอย่างเข้มงวด” นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชุมพร กล่าว
หลังจากนี้ได้ปล่อยขบวนรถแห่ปลุกระดมทั้งอำเภอท่าแซะ นายกิตติพงษ์ คงเหล่ หัวหน้าศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง ที่ 11.4 จังหวัดชุมพร เจ้าหน้าที่และวิทยากร ร่วมกับ รพ.สต.บ้านวังอุ้ม ได้ทำการจัดนิทรรศการให้ความรู้ และเปิดฉาก “กิจกรรมรับเจาะเลือดตรวจคัดกรองโรคไข้มาลาเรียเชิงรุก” ให้กับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ระบาดรุนแรงทันที โดยได้มอบ ชุดตรวจโรคไข้มาลาเรียให้กับสาธารณสุขจำนวน 5,000 ชุด พร้อมด้วยเครื่องพ่นและสารเคมีสารเคมีกำจัดยุง นอกจากนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบในแหล่งน้ำลำธารตามหมู่บ้าน เพื่อที่จะค้นหา ลูกน้ำยุงก้นป่องซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้มาลาเรียและร่วมกันกำจัดทำลายอย่างเด็ดขาด
จังหวัดชุมพร ได้รับรายงานผู้ป่วยสะสม 477 ราย ไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิต
– อำเภอที่พบผู้ป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ท่าแซะ 316 ราย รองลงมาคือ ปะทิว 63 ราย พะโต๊ะ 32 ราย
– จำนวนผู้ป่วย ปี 2569 สูงกว่า ปี 2568 ณ ช่วงเวลาเดียวกัน 1.6 เท่า
ประเทศไทย ได้รับรายงานผู้ป่วยสะสม 6,791 ราย มีผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย
– จังหวัดที่พบผู้ป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ตาก 2,541 ราย รองลงมาคือ กาญจนบุรี 1,088 ราย ประจวบศีรีขีนธ์ 758 ราย ชุมพร อยู่อันดับที่ 4 ของประเทศ
!!! สถานการณ์ที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับแดงที่ภาครัฐและประชาชนทั่วประเทศต้องจับตามอง หากปล่อยปละละเลย มาลาเรียสายพันธุ์ดื้อยาหรือการระบาดในกลุ่มแรงงานข้ามแดนอาจแพร่กระจายกลายเป็นวิกฤตการณ์สาธารณสุขรอบใหม่ของประเทศได้!