ชาวชุมพรสุดทน! ร้องสื่อขอความเป็นธรรม อ้างถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเกือบล้านบาท ทั้งที่ไม่เคยได้รับผลประโยชน์จากโครงการอาหารกลางวัน

ชุมพร – ปมร้องเรียนโครงการอาหารกลางวันในสถานศึกษาแห่งหนึ่งของจังหวัดชุมพรเริ่มลุกลามบานปลาย หลังจากก่อนหน้านี้มีหญิงวัย 63 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน อ้างว่าถูกนำชื่อไปเกี่ยวข้องกับโครงการอาหารกลางวันจนถูกประเมินภาษีย้อนหลังเกือบ 1 ล้านบาท จากเอกสารบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของ สภ.เมืองชุมพร ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นางจิรพร อริยเดช อายุ 63 ปี ชาวตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลตากแดด อำเภอเมืองชุมพร

ผู้ร้องระบุว่า ตนถูกนำชื่อเข้าไปเป็นแม่ครัวในโครงการอาหารกลางวันเด็กของโรงเรียนดังกล่าว ทั้งที่ไม่เคยเข้าร่วมดำเนินโครงการหรือได้รับค่าตอบแทนใด ๆ มาก่อน กระทั่งภายหลังพบว่ามีการใช้ชื่อในการดำเนินงาน จนส่งผลให้ถูกหน่วยงานภาครัฐตรวจสอบและประเมินภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนเงินสูงเกือบ 1 ล้านบาท สร้างความเสียหายและความเดือดร้อนอย่างรุนแรงต่อชีวิตและครอบครัว

ผู้เสียหายเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายทำให้ได้รับความเสียหายจากการนำข้อมูลหรือชื่อบุคคลไปใช้โดยมิชอบ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงที่สุด

ล่าสุด มีผู้เสียหายออกมาเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมอีก 1 ราย คือ นางกรรณิการ์ สิงห์อยู่ อดีตแม่ครัวของโรงเรียนดังกล่าว โดยระบุว่าได้รับผลกระทบทั้งด้านอาชีพ รายได้ และสิทธิประโยชน์ของรัฐ จนต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน

นางกรรณิการ์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายปี 2568 มีการประชุมเกี่ยวกับประเด็นภาษีของกลุ่มแม่ครัว โดยมีการหารือในลักษณะให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันรับภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน แต่ตนไม่สามารถเข้าร่วมได้ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และอาจมีผลต่อภาระการยื่นภาษีของตนเอง
ผู้ร้องอ้างว่า ภายหลังจากไม่ยินยอมดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ได้มีการสื่อสารภายในกลุ่มไลน์ว่า ผู้ใดไม่ร่วมจะต้องออกจากงาน ก่อนที่ตนจะถูกนำออกจากกลุ่มสื่อสาร และได้รับการแจ้งว่าถูกให้ออกจากงานในเวลาต่อมา ทั้งที่เห็นว่าตนไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ
นอกจากนี้ นางกรรณิการ์ยังอ้างอีกว่า ก่อนพ้นจากงาน ตนได้นำเงินส่วนตัวสำรองจ่ายเป็นค่ากล่องอาหารสำหรับโครงการอาหารกลางวันเด็ก จำนวน 5,030 บาท เนื่องจากวันดังกล่าวตรงกับวันหยุดราชการ ไม่สามารถดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณได้ทัน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับเงินคืน
ผู้ร้องระบุว่า ได้พยายามใช้ช่องทางทางกฎหมาย โดยยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และมีการนัดหมายคู่กรณีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 แต่การเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้เรื่องยังคงค้างคาอยู่จนถึงปัจจุบัน
กรณีดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนในจังหวัดชุมพร เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนมากกว่าหนึ่งราย และล้วนกล่าวอ้างถึงผลกระทบจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาหารกลางวันของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ทั้งในเรื่องภาษี การตก
งาน และภาระค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้รับการชดใช้
ขณะเดียวกัน ผู้ร้องเรียนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานการศึกษา หน่วยงานตรวจสอบ และกระบวนการยุติธรรม เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และสร้างความกระจ่างต่อสังคมว่าข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
คดีและข้อร้องเรียนดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย
ธนากร โกศลเมธี รายงาน