”อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ“ จี้รัฐหนุนเทคโนโลยี ”ปุ๋ยจากอากาศ“ (Air2Fertilizer) พลิกโฉมเกษตรไทย สู่ฮับนวัตกรรมโลก“

ในเฟสบุ้ควันนี้ต่อจากบทความเรื่อง“น้ำมันจากอากาศ(Air-to-Fuel)”นับเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งซึ่งเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่จะพลิกโฉมหน้าภาคเกษตรของไทยและของโลกทำให้ประเทศไทยยืนบนขาของตัวเอง ลดความเสี่ยงด้านราคาปุ๋ยจากผลกระทบของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยปีละ5-6ล้านตันคิดเป็นมูลค่ากว่า9หมื่นล้านบาทเสนอภาครัฐสนับสนุนผลักดันประเทศไทยเป็นฮับนวัตกรรมใหม่โดยมีเนื้อหาดังนี้
”ปุ๋ยจากอากาศ“(Air2Fertilizer)พลิกโฉมเกษตรไทยสู่ฮับนวัตกรรมโลกโดย นายอลงกรณ์ พลบุตร มิสเตอร์เอทานอล ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตร
อดีตผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์AIC-Agritech and Innovation Center)

“…ก่อนหน้านี้เขียนเรื่องนวัตกรรม”น้ำมันจากอากาศ“สร้างความตื่นตัวในแวดวงพลังงานพอควร วันนี้จะนำเสนอเรื่อง”ปุ๋ยจากอากาศ”นวัตกรรมใหม่ที่จะพลิกโฉมภาคเกษตรของไทยและของโลกสู่มิติใหม่…“อลงกรณ์
ท่ามกลางวิกฤตราคาปัจจัยการผลิตภาคเกษตรที่ผันผวนตามราคาพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก
นวัตกรรมผลิต”ปุ๋ยจากอากาศ” (Air-to-Fertilizer)กำลังกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเกษตรกรรมของไทยและของโลกให้แต่ละประเทศลดการพึ่งพาปุ๋ยจากฟอสซิลได้อย่างมากในยุคที่ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ต้องเดินควบคู่ไปกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ Net Zero

วิกฤตปุ๋ยไทย: เดิมพันแสนล้านบนความเสี่ยง
หากพิจารณาตัวเลขสถิติในปัจจุบัน ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศสูงถึง 95% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด โดยมีปริมาณการนำเข้าเฉลี่ยสูงถึง 5–6 ล้านตันต่อปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาทโดยมีความต้องการใช้”ปุ๋ยยูเรีย” ซึ่งเป็นกลุ่มปุ๋ยไนโตรเจนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมดในประเทศ ซึ่งสารตั้งต้นเกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรไทยต้องแบกรับความเสี่ยงจากราคาที่สูงและผันผวนมาโดยตลอดนับแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนจนถึงสงครามในตะวันออกกลาง
“ปุ๋ยจากอากาศ” คืออะไร?
นวัตกรรมนี้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติรอบตัวเราคือ”อากาศและน้ำ”ผลิตปุ๋ย“มีขั้นตอนดังนี้
1. ดึงไนโตรเจนจากอากาศซึ่ง
ก๊าซไนโตรเจน (N2)มีสัดส่วนสูงถึง 78% ในชั้นบรรยากาศ
2.ผลิตไฮโดรเจนเขียวโดยนำน้ำ (H2O) มาแยกด้วยไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (โซลาร์เซลล์, กังหันลม หรือชีวมวล) จนได้ไฮโดรเจนเขียว(H2)
3.นำสารทั้งสองมาผสมกันจนได้แอมโมเนียเขียว (Green Ammonia)ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักเพื่อนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยยูเรียแบบเม็ดหรือปุ๋ยไนโตรเจนเหลว (ไนเตรท)โดยมีการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตเป็นศูนย์ (Zero Carbon)

ถอดบทเรียนโมเดลความสำเร็จระดับโลกและไทย
ในต่างประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก
1. โมเดลอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (Mass Production)
•ประเทศจีน
โครงการ Chifeng (มองโกเลียใน) โดย บริษัทEnvision Energyเป็นฐานผลิตแอมโมเนียเขียวและเมทานอลคาร์บอนต่ำที่ทำงานแบบ Off-grid 100% โดยใช้พลังงานลมและแสงแดด มีกำลังการผลิตเฟสแรก 320,000 ตันต่อปี ไฮไลท์สำคัญคือการใช้ระบบ Physical AI เข้ามาควบคุมการผลิตให้ทำงานได้อย่างเสถียรตามความผันผวนของกระแสลมและแสงแดด ล่าสุดส่งมอบแอมโมเนียเขียวเชิงพาณิชย์ล็อตแรกของโลกให้แก่เกาหลีใต้ได้สำเร็จเมื่อต้นปี2569

•ออสเตรเลีย
โครงการ Yuri (Pilbara, Western Australia)ผลิตแอมโมเนียสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นความร่วมมือระหว่าง Yara International และ ENGIEโดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ขนาด 18 เมกะวัตต์ ร่วมกับเครื่อง Electrolyser ขนาด 10 เมกะวัตต์ เพื่อผลิตไฮโดรเจนส่งตรงเข้าโรงงานผลิตแอมโมเนียที่มีอยู่เดิม เพื่อผลิตปุ๋ยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซ CO2
2. โมเดลกระจายตัวระดับฟาร์ม (Decentralized & On-site)
•สหรัฐอเมริกา
บริษัทNitricityพัฒนาเทคโนโลยีพลาสม่าจำลองกระบวนการ “ฟ้าผ่าในธรรมชาติ” ดักจับไนโตรเจนในอากาศมาทำปฏิกิริยากับน้ำโดยใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ แปรรูปเป็นปุ๋ยไนเตรทเหลวส่งตรงเข้าระบบน้ำหยดในไร่อัลมอนด์แคลิฟอร์เนีย

•อิสราเอล
บริษัทNitroFixคิดค้นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้าที่สังเคราะห์แอมโมเนียได้ในขั้นตอนเดียว (Single-step) ภายใต้อุณหภูมิและแรงดันต่ำ ช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่ากระบวนการแบบดั้งเดิมถึง 20%
ก้าวสำคัญของไทย: จากงานวิจัยสู่นวัตกรรมปุ๋ยจากอากาศ
ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ปัจจุบันนักวิจัย มหาวิทยาลัยและหน่วยงานของรัฐสร้างนวัตกรรม “ปุ๋ยจากอากาศ”ได้สำเร็จ
1. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) (ศูนย์AIC-Agritech and Innovation Centerจังหวัดนครราชสีมา) พัฒนาผลงานวิจัยสู่นวัตกรรมใหม่ “เครื่องผลิตปุ๋ยน้ำไนเตรท (NO₃) จากอากาศด้วยเทคโนโลยีสนามไฟฟ้าความถี่สูง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ทองโสภา หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการประยุกต์ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มทส. ซึ่งคณะผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องต้นแบบผลิตปุ๋ยน้ำไนเตรท (NO₃) จากอากาศสามารถผลิตได้24ชั่วโมงประมาณ 60-70 ลิตรต่อชั่วโมง โดยมีความเข้มข้นของไนเตรท 1,000 ppm ซึ่งถือเป็นปริมาณสูงที่สุดในโลกโดยมีต้นทุนการผลิตเพียง 20 สตางค์ต่อลิตร และสามารถขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการใช้งานทั้งในระดับเกษตรกรรายย่อย กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และภาคอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่

2.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ศูนย์AIC-Agritech and Innovation Centerจังหวัดเชียงใหม่) โดยPALALAMP และศูนย์ ABPlas (STeP มช.)สามารถพัฒนานวัตกรรม “เครื่องสร้างปุ๋ยจากอากาศด้วยเทคโนโลยีพลาสมาอุณหภูมิต่ำ” (Low-temperature Plasma) ซึ่งอาศัยหลักการเลียนแบบฟ้าผ่าตามธรรมชาติในการเปลี่ยนโมเลกุลของน้ำและอากาศให้กลายเป็น “น้ำกระตุ้นพลาสมา” (Plasma-Activated Water:PAW)ซึ่งน้ำที่ผ่านกระบวนการนี้จะอุดมไปด้วยอนุมูลของไนเตรต (Nitrate) และไนไตรท์อันเป็นธาตุอาหารหลักของพืช ปัจจุบันถูกนำไปทดสอบในโรงเรือนระบบปิด (Vertical Farm) และระบบไฮโดรโปนิกส์ พบว่าพืชเจริญเติบโตได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีแบบดั้งเดิม และปลอดภัยจากสารตกค้าง ตอบโจทย์ตลาดอาหารพรีเมียมอย่างแท้จริง
3.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานต้นแบบในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากพลังงานลม ขนาดกำลังการผลิต 300 กิโลวัตต์ ซึ่งระบบนี้สามารถต่อยอดไปสู่ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว และเป็นสารตั้งต้นหลักในการผลิตแอมโมเนียสีเขียว (Green Ammonia) ในภาคใต้อย่างระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ได้ทันทีเมื่อมีการขยายสเกลเชิงพาณิชย์
รวมทั้งร่วมมือกับบริษัท ชิโยดะ คอร์ปอเรชั่น (CYD) ผู้แทนใหญ่ประจำประเทศไทยบริษัท มิตซุย โอ.เอส.เค ไลน์ จำกัด (MOL) และประธานบริษัท มิตซูบิชิ (ประเทศไทย) จำกัด (MCT) ศึกษาความเป็นไปได้โครงการผลิตไฮโดรเจนและแอมโมเนียสะอาดจากพลังงานหมุนเวียน

ข้อเสนอเชิงนโยบาย
เพื่อเร่งขยายผลจาก “โครงการนำร่อง” ในไทย ให้กลายเป็น “อุตสาหกรรมใหม่” สถาบัน FKII มีข้อเสนอต่อภาครัฐดังนี้
1.Thai-Global Fertilizer Innovation Hub
รัฐบาลควรจัดตั้งศูนย์วิจัยร่วม โดยขยายผลจากความสำเร็จของ มทส. มช. และ กฟผ. ไปจับคู่เทคโนโลยีกับ 4 ประเทศ (ความเชี่ยวชาญ Mass Production จากจีนและออสเตรเลีย, ตัวเร่งปฏิกิริยาจากอิสราเอลและระบบพลาสม่าจากอเมริกา เพื่อยกระดับเครื่องผลิตปุ๋ยแบรนด์ไทยสู่สเกลอุตสาหกรรมก้าวขึ้นเป็นฮับนวัตกรรม“ปุ๋ยจากอากาศ”
2.สร้าง Sandbox ในพื้นที่ทุกภาคโดยใช้พลังงานสะอาดขับเคลื่อนเครื่องผลิต ไนเตรทเหลวและGreen Ammonia ขนาดโมดูลาร์ เพื่อป้อนให้กับเกษตรแปลงใหญ่และSMEเกษตร
3.มาตรการจูงใจทางภาษีและเงินทุนโดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหรือสหกรณ์ที่ลงทุนในเทคโนโลยีนี้ ได้รับการยกเว้นภาษีวิจัย 300% (Super Deductible Tax) พร้อมสิทธิประโยชน์ BOI สูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve
บทสรุป
การเปลี่ยนเม็ดเงินที่เคยไหลออกไปนอกประเทศปีละเกือบแสนล้านบาท กลับมาเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีและพลังงานหมุนเวียนในท้องถิ่นที่ภาครัฐควรเร่งรัดสนับสนุนส่งเสริมโดยเร็วที่สุดซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไทยผลิตปุ๋ยได้ด้วยตัวเองลดต้นทุนเพิ่มผลิตภาพ(Productivity) จากทรัพยากร“อากาศ-น้ำ-แสงแดด”โดยเปลี่ยนจาก “ผู้ซื้อ” ที่แบกรับความเสี่ยง มาเป็น “เจ้าของนวัตกรรม”ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมภาคเกษตรและยกระดับประเทศไทยสู่ฮับเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตปุ๋ยจากอากาศในระดับโลกครับ.